ตอนที่ ๓ พระมหาอุปราชายกทัพเข้าเมืองกาญจนบุรี - ตะเลงพ่าย - ลิลิตตะเลงพ่าย

 

ย้อนกลับ

ตะเลงพ่าย

(ตอนที่ ๓ พระมหาอุปราชายกทัพเข้าเมืองกาญจนบุรี)




โคลง ๒

๓๓เสียงฆ้องกลองครั่นครื้นแตรสังข์ดังดั่งพื้น
แผ่นหล้าแหล่งไหว ฯ

โคลง ๔

๓๔ไอยราฤทธิเลิศล้ำลือดิน
ดูดั่งพาหนะอินทร์เอี่ยมฟ้า
อาจค้ำคชอรินทร์รอนชีพ
ชาญศึกฮึกหาญกล้ากลั่นแกล้วกลางสมร ฯ

     ร่าย

          ๓๕หัสดาภรณ์พรรณราย พรายข่ายกรองทองแกม แนมพู่พราวดาวมาศ รัตคนคาดควรชม ซองหางสมสวมเทริด วลัยเลิศสอดพลุก สุกสุพรรณโอ่อ่า ขุนคอง่าขอคำ ควาญประจำเกี่ยวท้าย ขับคชย้ายเยื้องยาตร จตุลังคบาทสี่ตน ล้วนขุนพลสามรรถ พิศจรูญจรัสพรายแพร้ว มยุรฉัตรแก้วชุมสาย อภิรุมรายเรืองรอง กรรชิงทองเถือกเนตร บังพระสุริเยศยรรยง กลิ้งกลดทรงพันแสง บังแทรกแซงหว่างฉัตร จามรพัดรำพาย ธงชายปลายปลิวยะยาบ ทวนทองปราบยะยับ สรรพแสนยาดาดาษ สวมหมวกมาศเกราะกราย แห่ซ้ายหลายสระพร้อม แห่ขวาล้อมสระพรั่ง แห่หน้าคั่งเหลือนับ แห่หลังคับเหลือเนตร พลต่างเพศต่างพรรค์ พิศแน่นนันต์หลายแหล่ ดำเนินแห่เจ้าหล้า ดูดั่งพลเมืองฟ้า ฝ่ายด้าวแดนสรวง ฯ

      ร่าย

          ๓๖ปวงคเชนทรพยุหบาตร ดาษดั้งกันแซงแทรก แปลกค่ายค้ำพังคา เมิลมหิมามาตงค์ อลงกตกาญจนาภรณ์ อลงกรณ์กเรนทรศักดิ์ ล้วนคชลักษณ์คชเลิศ ล้วนคชเพริศคชแพร้ว ล้วนคชแกล้วคชกล้า ล้วนคชบ้าบ่มมัน สรรพเครื่องคชศึก ดูอธึกเถือกเถกิง พลล้อมเชิงกุญชร สวมอาภรณ์แต่งแง่ แผ่อาตม์โอ่โอฬาร พิศเครื่องสารพิลาศ กูบดาวมาศจำลาย เขนทองพรายจำหลัก ปักแพนหางยูงยาบ ทวนทองปลาบปลิวธง ขุนศึกทรงหลังสาร มีหมอควาญขี่ขับ เสื้อสลับสีต่าง แลหลายอย่างหลายพรรณ สรรพคชหลากหลาย เหล่าคชพลายคชพัง คชจำบังบ้าศึก ล้วนพันลึกไกรเกรียง ร้องก้องเสียงพรรลาย เงยงาหงายย้ายยัก สองหูกวักไกวงวง แล่นทะลวงเลี้ยวลด ขุนคอกดของ้าง ควาญเกี่ยวข้างขับเดิน ถูกสะเทินบาทเบื้อง แคล้วแคล้วพลคชเยื้อง ย่างย้ายโดยขบวน แลนา ฯ

โคลง ๔

๓๗มากมวนเมิลหมู่ดั้งดาษดา
กันแทรกแซงซ้ายขวาพรั่งพร้อม
คชค้ำค่ายพังคาโดดแล่น
โจมจับขับขี่ห้อมแห่ท้าวจากสถาน ฯ

      ร่าย

          ๓๘ส่ำแสะหาญห้าวฮึก ล้วนแสะศึกแสะทรง พงศ์สินธพพาชี สีแดงดำขำเขียว ลางกระเลียวหลายหลาก มากม้าผ่านม้าแซม แกมม้าขาวม้าฟ่าย ร่ายเรียงเคียงแข่งคู่ ครบเจ็ดหมู่เจ็ดพงศ์ อลงกตเครื่องม้า ตาบติดหน้าพรรณราย ผูกพู่พรายสายง่อง ถ่องสายถือดูเพรา สายเหาเนาหน่วงหลัง โกลนพนังยรรยง อานบรรจงบรรเจิด พานหน้าเพริศดาวราย พานท้ายพรายดาวเรียง เพียงม้าแมนม้าเมฆ พิศฉายเฉกอาภรณ์ ผูกแล่งศรแกว่งกวัด หางมยุรปัดปลิวปลาย นายม้าขี่ควบขับ ล้วนประดับตนต่าง ดูหลายอย่างหลายพวก สวมใส่หมวกโพกผ้า เสื้อสีจ้าจีบเฟื้อย ชายระเรื้อยอย่างเทศ พิเศษสรรพอ่าอาตม์ ถือทวนมาศฟ้อนฟาย ทายธนูเหนี่ยวน้าว เงื้อหอกห้าวเห็นสยอน ง่าง้าวงอนเห็นแสยง พลอัศวแรงเริงเรี่ยว เชี่ยวชาญชัยในรงค์ ตรงศึกสู้บมิย่อ ต่อสู้ศึกบ่มิย่น กล่นม้าร้อยม้าพัน เกลื่อนม้ากันม้ากง กลาดม้าธงม้าทวน เดินแซงขบวนพยุหบาตร ดูดื่นดาษภูวดล พิศแต่พลหมู่ม้า แห่บพิตรผ่านหล้า โลกเพี้ยงพิศวง ยิ่งนา ฯ

โคลง ๔

๓๙ดุรงค์เริงฤทธิ์ห้าวเห็จผยอง
หาญพยศลำพองผาดผ้าย
เผ่นผกหกเหินคะนองขนัดแน่น
ขนาบพยุหคชย้ายย่างน้อยดำเนิน ฯ

      ร่าย

          ๔๐เมิลหมู่พลบทจร สวมอาภรณ์ไพจิตร พิศหลายเพศหลายพวก ใส่เสื้อหมวกพันลึก สีหม่นหมึกม่วงเมฆ ชมพูเฉกฉาดแสง ขาวเขียวแดงดูดาษ ถือสรรพศาสตราวุธ เครื่องพิธยุทธ์ยรรยง พิศพลธงมากมวล พิศพลทวนมากหมู่ พลดาบคู่สามรรถ พลหอกซัดสามารถ ดาษพลโล่แลสระพรั่ง พลแหลนคั่งสระพร้อม พลดั้งด้อมดูสลอน พลกุมศรเนืองนันต์ พลกุมกุทัณฑ์เนืองนอง พลเขนทองเป็นหลั่น พลกั้นหยั่นเป็นเหล่า พลเสน่าเหลือหลาย พลกริชกรายเหลือหลาก มากพลแสงศรเพลิง ดูเถกิงเกริกฤทธิ์ ดุจอาจปลิดเดือนตะวัน สรรพพวกใจผลา พลคาบศิลายั่วยุทธ์ พลคาบชุดยั่วศึก พิลึกเหล่าทองปราย รายจ่ารงมนฑก นกคุ่มขานกยาง ลางปืนหลักหามแล่น แกว่นตามหมวดตามหมู่ ลากล้อคู่เข็นราง บางตระแบงบ่าแบก แจกกันขนลูกดิน หินปากนกตกแต่ง แบ่งบรรทุกหลังช้าง บ้างใส่ต่างใส่เกวียน สารวัดเวียนวิ่งตรวจ ม้าตำรวจควบไขว่ ไล่ต้อนทัพขับพล พากพหลพยุหบาตร หัวหน้ายาตรจากเวียง เสียงคชสารก้องกึก คะคึกเสียงแสะร้อง ซ้องเสียงโกลนเตือนพนัง ฟังดุจคลื่นในสมุทร อื้ออึงอุดไกรเกรียง เสียงอธึกเท้าพล พ่างภูวดลหวั่นไหว เสียงฆ้องชัยฆ้องกระแต แซ่เสียงแตรเสียงสังข์ ดังดนตรีปี่พาทย์ นฤนาทศัพท์สำเนียง เสียงกลองชนะโครมครึก เสียงพลฮึกเห่อึง เสียงปืนตึงเอาฤกษ์ กระเกริกลั่นแหล่งฟ้า พิศพลเจ้าจอมหล้า เลือกล้วนเหล่าหาญ แลนา ฯ

โคลง ๒

๔๑ถับถึงทวารกรุงแก้วเดียรดาษพลคลาดแคล้ว
คล่ำคล้ายคลาขบวน ฯ

โคลง ๓

๔๒ด่วนเดินโดยโขลนทวารพวกพลหาญแห่หน้า
ล้วนทแกล้วทกล้ากลาดกลุ้มเกลื่อนสถล มารคนา ฯ

โคลง ๔

๔๓เสด็จพ้นทวาเรศข้ามคูเวียง
หวั่นฤทัยท่านเพียงจักว้า
พระองค์ก็อ่อนเอียงเอนอาสน์
อกระรัวมัวหน้าสั่นส้านเสียวแสยง ฯ
๔๔ลางแสดงแห่งเหตุแพ้ไพรี
กริ่งกมลฤๅดีเดือดร้อน
รันทดทุกข์ทวีหวั่นเทวษ
ถวิลบ่วายขุ่นข้อนอกอั้นขวัญหาย ฯ
๔๕หลายครามาสู่สู้ศึกหลวง
ไปบ่ไหวหวั่นทรวงเช่นนี้
ยิ่งนึกยิ่งหนักดวงแดพรั่น อยู่นา
แหนงประหลาดแล้วกี้ก่อนไซร้ไป่เคย ฯ
๔๖อกเอ๋ยเอะหลากโอ้รอยลาง
ทั้งพระเคราะห์ขัดขวางโทษแท้
จักไปประยุทธ์กลางอริราช
เกรงแต่ศึกจักเเพ้เพลี่ยงพลั้งในสนาม ฯ
๔๗ความฉงนหม่นพักตร์เศร้าศรีหมาง
ร้อนอุระราชพางจักไหม้
พระแปรพระปฤษฎางค์ดูถิ่น
ดูพระมนเทียรไท้ธเรศเพี้ยงพังสมร ฯ
๔๘จำจรจำจากอ้าอาดูร
ดูประสาทแสงสูรย์ส่องแก้ว
เรืองรัตน์จรัสจรูญรัตน์รุ่ง เรืองนา
เรืองมณีนพแพร้วเพริศพร้อยพรายฉาย ฯ
๔๙เสียดายคฤหาสน์ห้องหอทอง
ยามวิโยคยุทธ์ปองปราบเสี้ยน
จักคืนบ่คืนครองฤๅแน่ ไฉนนา
หนักหฤทัยท่านเที้ยรเทวษตื้นตันทรวง ฯ
๕๐ระลวงรำลึกน้องเนาวัง
ถวิลบ่ลืมความหลังสั่งเจ้า
ปานฉะนี้สมรยังจักโศก อยู่นา
ใครช่วยปลอบเปลื้องเศร้าสวาทให้สร่างศัลย์ ฯ
๕๑จาบัลรันทดเพี้ยงพังดวง แดนา
บังบ่ให้ใครปวงรั่วรู้
พระโศกแต่ในทรวงซ่อนเทวษ
ทำดั่งผ่องพักตร์ผู้อื่นเอื้อมไป่ถึง ฯ

      ร่าย

          ๕๒ไท้ธคำนึงนุชพลาง ทางระลุงลานถวิล ขุนคชินทร์ขับคช บทจรโดยทางเถื่อน เคลื่อนแสนยากลากลาด ดาษแดนท่งแดนนา ดาดงไม้ดงเขา โดยลำเนาแนวพนัส ชระเดียดดัษดำเนิน เมิลบ่หมายสิ้นสุด พลางธให้หยุดพักพล ทุกตำบลที่ประทับ ยับยั้งรั้งแรมร้อน แล้วเตือนต้อนพลเต้า แต่ยามเช้ายามเย็น บขับเข็นรีบรัด ผัดผ่อนใจผ่อนแรง เอาแต่แขงแต่กล้า เอาแต่ร่าแต่เริง เร่งบำเทิงทุกผู้ บร้างรู้เหือดหาญ บแหนงนานเนิ่นวัน อย่าทันเหนื่อยเลื่อยล้า ทั่วช้างม้าไพร่พล ก็เสด็จดลนที มีนามน้ำสะโตง เขาก็ตั้งโรงราชมาฬก ตกแต่งค่ายถวายไท ตรงเวียงชัยจิดตอง เกณฑ์ทุกกองตั้งค่าย บ่ายหน้าลงคงคา ดูมหิมาดาดาษ พระบาทเสด็จเรือนทัพ สรรพเสนาเนืองนันต์ เฝ้าคั่งคัลเคียมคม ถ้วนทุกกรมทุกหมู่ อยู่อธึกทั้งผอง ธก็ให้เกณฑ์กองลำเลียง ผ่อนเสบียงไปหน้า ล่วงถึงท่าดินแดง จัดแจงปลูกยุ้งฉาง วางระยะค่ายเข้า ทุกเหล้าแหล่งตำบล แล้วธเกณฑ์พลทัพนำ รีบไปทำมรรคา ให้พระยาจิดตอง เป็นนายกองไปก่อน ผ่อนทัพหน้าไปถัด จัดพระยาอภัยคามินี คุมโยธีเป็นขุน ส่วนทัพหนุนนั้นไสร้ ให้มางจาชโร เป็นโบชุกที่สอง ยกทัพรองไปตาม ที่สามถึงทัพหลวง ตามกระทรวงพยุหบาตร ให้พระมหาราชเชียงใหม่ เป็นกองใหญ่ยุกกระบัตร เดินทัพถัดที่สี่ ที่ห้าทัพหลังเต้า เจ้าเมืองละเคิ่งคุมพล พวกพหลต่างเกวียน เวียนขนข้าวส่งทัพ เครื่องศึกสรรพดินลูก แล้วธให้ผูกพ่วงแพ แปรพลข้ามคงคา คลาส่ำแสนเสนางค์ ร้อนแรมทางหลายวัน บรรลุเมืองเมาะตะมะ กะเกณฑ์ข้ามฟากฝั่ง กระทั่งเมาะลำเลิง บำเทิงใจไพร่พล ด่วนจรดลโดยดับ ถับถึงเมืองสมิ ธก็ตริให้จัดกัน สรรค์เป็นกองเสือป่า ฝ่าไปลอดสอดแนม แกมสามหอกเจ็ดหอก ออกแยกทัพจับคน เอายุบลข่าวสาร แห่งเหตุการณ์กรุงไทย ยกรีบไปตามใช้ ธก็ให้ตรวจพลผอง ส่งกองหน้าไปก่อน ผ่อนกองหนุนไปตาม ที่สามถึงทัพใหญ่ ทัพเชียงใหม่ยุกกระบัตร ถัดทัพหลังดำเนิน เดินพยุหไต่เต้า แห่บพิตรผ่านเผ้า ท่านท้าวเสด็จดล ดื่นนา ฯ

โคลง ๒

๕๓ยกพลผ่านด่านกว้างเสียงสนั่นม้าช้าง
กึกก้องทางหลวง ฯ

โคลง ๓

๕๔ล่วงลุด่านเจดีย์สามองค์มีแห่งหั้น
แดนต่อแดนกันนั้นเพื่อรู้ราวทาง ฯ
๕๕ขับพลวางเข้าแหล่งแห่งอยุธเยศหล้า
แลธุลีฟุ้งฟ้ามืดคลุ้มมัวมล ยิ่งนา ฯ

โคลง ๔

๕๖เสด็จดลแดนราชเบื้องบูรพา
พิศพนัสเนินผาป่าไม้
รายเรียงรุกขผกาแกมลูก
แลตระการกลใกล้หัตถ์เอื้อมเอาถึง ฯ
๕๗คำนึงนุชนาฏเนื้อนวลสมร
แม้นแม่มาจักวอนพี่ชี้
จักบอกแก่บังอรออกชื่อ เฌอนา
เรียมจักแนะนั่นนี้โน่นโน้นเเนวพนม ฯ
๕๘ชวนชมคูหาศห้วยเหวธาร
ทั่วทุกหนแห่งละหานหุบห้อง
ชมไพรพิศาลสถานแถวเถื่อน
พลางพี่จักชวนน้องช่วยชี้ชมพลาง ฯ
๕๙ถวิลปางบำราศเจ้าจากเวียง
ยังเสนาะสำเนียงละห้อย
ไพเราะมฤตเพียงซึมซาบ ทรวงเอย
ไปบ่ลืมสารสร้อยแม่เศร้าสั่งเรียม ฯ
๖๐เกรียมใจจักโทษน้องฤๅควร
เพราะพี่ห้ามแหนนวลนุชไว้
มาเดียวอดูรครวญคร่ำเนตร
แหนงว่าทุกข์ใครให้โทษแท้เรียมทำ ฯ
๖๑ไป่โดยคำนุชไซร้จึ่งกำ สรวลฤๅ
แม้ว่าโดยดั่งคำแม่พร้อง
ปานฉะนี้จะเบิกบำเทิงชื่น ชมนา
เพราะพี่มาด้วยน้องจักชี้ชวนเกษม ฯ
๖๒เปรมใจใคร่กลับห้องไหรณ
รับสมรมายลย่านไม้
เกรงราชกริ่งเกรงคนเขาค่อน ขอดนา
นึกบ่ลุเลยไท้ธเรศร้อนรนทรวง ฯ
๖๓คิดปวงนาเรศรั้งแรมวัง
ยามวิโยคเยาว์ยังอยู่ห้อง
จักรุมอุระรังรึงเทวษ
ถวิลบ่วายขุ่นข้องคั่งแค้นใครโลม ฯ
๖๔คิดโฉมนงโพธผู้เพ็ญศรี
เคยร่วมรมย์ฤๅดีดับร้อน
ถนอมนุชแนบนาภีพูนเสน่ห์
นึกนิรารสข้อนอกไห้โหยถวิล ฯ
๖๕เคยยินเยาวเรศซั้นสารแสดง
ผสานดุริยดำแคงขับร้อง
ยามร้างเสน่ห์แหนงเนาเถื่อน
สดับแต่เสียงสัตว์ก้องพี่เพี้ยงขวัญหาย ฯ
๖๖เคยสายสมรแนบเนื้อถนอมองค์
ถวายสุคนธ์ธารสรงอยู่ซ้อง
ยามร้างคณะอนงค์แหนงโศก
สรงแต่สายชลห้องแห่งห้วยเหวธาร ฯ
๖๗เคยผทมฐานแก้วก่องทองแกม
เนืองอนุชนอนแนมแนบหน้า
ยามร้างสมรแรมราวเถื่อน
ผทมอยู่เอ้องค์อ้าอกร้าวหนาวทรวง ฯ
๖๘ปวงแสนเสาวลักษณ์ล้วนเคียมเคย
คิดเมื่อยามเรียมเสวยแวดล้อม
ปางร้างนิราเสบยบอมเทวษ
เสวยบ่ยลเยาว์ห้อมอยู่ให้เห็นโฉม ฯ
๖๙เคยตระโบมบัวมาศแก้วกับกร
เกี้ยวตระกองบังอรอุ่นเนื้อ
ปางร้างนิราสมรมาเทวษ
ถวิลบ่วายรสเกื้อกอดเกี้ยวก่ายเขนย ฯ
๗๐หน่ายเชยหนักอกช้ำก่ำทรวง
ถนัดดั่งภูผาหลวงทุ่มแท้
หนักหาบที่พลปวงปลงพัก ได้นา
หนักเสน่ห์นึกแก้เกี่ยงให้เบาไฉน ฯ
๗๑ไย่ไย่คชไต่เต้าตามทาง
พลางคะนึงนุชพลางท่านไห้
แลไหนบ่ลืมนางหน่ายเสน่ห์
นึกบ่วายสวาทไท้ธิราชร้าวรานสมร ฯ

        ร่าย

          ๗๒พระอาวรณ์หวั่นเทวษ ถึงอัคเรศแรมเวียง พลางเมิลเมียงไม้เขา โดยลำเนาแนวเถื่อน เคลื่อนแสนยาโจษจน ลุตำบลสังคล่า ป่าระหงดงดอน พิศศีขรรายเรียง เพียงสุดสายเมฆเมิล เนืองเนิ่นเนินแนวไศล สูงไสวว่ายฟ้า ชรอ่ำอ้าหาวหน เห็นถกลกุก่อง เชิงชั้นช่องปล่องเปลว เหวหุบห้วยตรวยโตรก ชะโงกชะง่อนเงื้อมง้ำ ถ้ำท่อธารธารา แสงเสลาหลากหลาย พรายพะแพร้วไพโรจน์ ช่วงช่อโชติฉายฉัน สีสุพรรณเลื่อมเหลือง เรืองโมรารายเรียบ ขาวปูนเปรียบเพชรรัตน์ แดงดั่งปัทมราช ดำประหลาดนิลกาฬ เขียวสีปานมรกต ขาบใสสดเสมอเมฆ ชมพูเฉกโกเมน เพญพรรณรายรุ้งร่วง ช่วงส่องแสงสุริยา ดุจดาราเรืองจรัส ประภัสสรโอภาส พิลาสล้ำลานเนตร พิศศีขเรศชรอุ่ม พุ่มพนัสยัดเยียด พฤกษาเสียดสีกิ่ง เสียงเสนาะยิ่งอย่างพิณ พระยลยินพิศวง ถวิลถึงองค์อัคเรศ ยามดุริเยศจำเรียง บรรสารเสียงถวายซอ พึงพอใจพอกรรณ ธก็จาบัลบมิเบื่อ เหงื่อเนตรตกอกช้ำ เหลือทุกข์เหลือที่กล้ำ เทวษไว้ไป่มี แม่เอย ฯ

โคลง ๔

๗๓อ้าศรีเสาวภาคย์เพี้ยงเพ็ญแข
เรียมแต่ร้างรสแหห่างเคล้า
ฤๅลืมสมรแลอื่นชื่น ไปเลย
ถวิลทุกข์ยามเย็นเช้าชอกช้ำก่ำทรวง ฯ
๗๔แม้วดวงกมลาศได้มาดล
โดยสถานแถวสถลที่นี้
จักชวนแม่ชมบนบรรพต โพ้นแฮ
พลางแม่ชมเรียมชี้แม่ชี้เรียมชม ฯ
๗๕ชมพนมพนาเวศห้วยเหวหิน
ทุกเซาะซอกศีขรินร่องน้ำ
จักชวนแม่สรงสินธุ์แสนสนุก
สนานอุทกท่าถ้ำเถื่อนท้องแถวธาร ฯ
๗๖ทุกสถานธาเรศแม้นแมนผจง ไว้ฤๅ
หวังจักไว้ให้สรงเซาะน้ำ
ปางร้างอรอนงค์แหนงโศก
สรงบ่สร่างใจช้ำเช่นน้ำสระสมร ฯ

       ร่าย

          ๗๗พระภูธรถวิลนาง พลางรันทวยรันทด ขุนคอคชหมื่นควาญ ขับคชาธารจรดล ลุตำบลสามสบ ธก็ปรารภรำพึง ถึงพักตร์พาลพธู พลางพระดูดงเฌอ พิศพุ่มเสมอเหมือนฉัตร เป็นขนัดเนืองนันต์ หลายเหล่าพรรณพฤกษา มีนานาไม้แมก หมู่ตระแบกตระบาก มากกระเบากระเบียน ตะขบตะเคียนคูนแค สมอสมีแสมม่วงโมก ซากซึกโศกสนสัก รวกโรกรักรังรง ปริกปริงปรงปรางปรู ลำแพนลำพูลำพัน จิกแจงจันทน์พันจำ เกดระกำกอกกุ่ม กระทุ่มกระถินพิมาน เหล่าเสลาลานโลดเลียบ เพียบพื้นแผ่นแดนไพร หมู่มะไฟมะฝ่อ หมู่มะก่อมะกัก กระลำพักกระลำพอ ยูงยางยอกำยาน แต้วตูมตาลตาดต้อง ซ้องแมวโมงมูกมัน หาดเหียงหันกันเกรา สะเดาดูกเดื่อดก กะทกรกรกฟ้า มะข้ามะขามขานาง ย่างทรายไทรไข่เหน้า เปล้าประดู่ดูดาษ สนุ่นหนาดขนุนขนาน พวาหวานหวายหว้า สะบ้าสะบกเขลงขลาย ประคำควายประคำไก่ ไผ่เพกาตาเสือ มะเกลือมะกล่ำลำไย ไกรกรดกร่างช้างน้าว ขวิดขวาดขว้าวตะโกตะกู พลับพลวงพลูพลองสล้าง พลางบพิตรเจ้าช้าง ชื่นชี้ชมเดียว ฯ

          ๗๘พระเหลียวแลไม้ดอก ออกช่อแซมแนมผล ไขสุคนธ์เสาวรภย์ เลวงตรลบเเหล่งพนัส วายุพานพัดรำเพย ระเหยหอมฟุ้งเฟื่อง เปลื้องหฤทัยรำจวน เหล่าลำดวนดาษดง แก้วกาหลงชงโค ยี่สุ่นยี่โถโยทะกา พุดจีบลาลานเนตร เกดพิกุลแบ่งกลีบ ปีบจำปาจำปี มะลุลีประดู่ดง ปรูประยงค์ยมโดย โรยเรณูร่วงเร้า เย้ากมลชวนชื่น สุรภีรื่นรสคนธ์ บุนนาคปนปะแปม การะเกดแกมกรรณิการ์ มะลิวัลย์ลาหลายหลาก มากเมิลหมู่แมกไม้ ถวิลถึงองค์อ่อนไท้ ธิราชร้อนทรวงเสียว อยู่นา ฯ

โคลง ๔

๗๙มาเดียวเปลี่ยวอกอ้าอายสู
สถิตอยู่เอ้องค์ดูละห้อย
พิศโพ้นพฤกษ์พบูบานเบิก ใจนา
พลางคะนึงนุชน้อยแน่งเนื้อนวลสงวน ฯ
๘๐พระครวญพระคร่ำไห้โหยหา
พลางพระพิศพฤกษากิ่งเกี้ยว
กลกรกนิษฐนารีรัตน์ เรียมฤๅ
ยามตระกองเอวเอี้ยวโอบอ้อมองค์เรียม ฯ
๘๑เฌอปรางเปรียบนาฏน้องนวลปราง
รักดั่งรักนุชพางพี่ม้วย
ช้องนางเฉกช้องนางคลายคลี่ ลงฤๅ
โศกพี่โศกสมด้วยดั่งไม้นามมี ฯ
๘๒อบเชยอบชื่นชี้เฌอสม ญาฤๅ
อบว่าอรอบรมรื่นเร้า
อบเชยพี่เชยชมกลิ่นอบ เฌอนา
อบดั่งอบองค์เจ้าจักให้เรียมเชย ฯ
๘๓ขานางนึกคู่คู้ขาสมร
พลางพี่โอบเอวอรแอบเคล้า
กระทุ่มดั่งทุ่มกรตีอก เรียมฤๅ
เกดว่าเกศนุชเกล้ากลิ่นกลั้วเสาวคนธ์ ฯ
๘๔เล็บมือนางนี้หนึ่งนขา นางฤๅ
ต้องดั่งต้องบุษบานิ่มน้อง
ชงโคคิดชงฆานุชนาฏ เหมือนฤๅ
เรียมระเมียรเดื่อปล้องดั่งปล้องศอสมร ฯ
๘๕ซ่อนกลิ่นกลิ่นแก้วซ่อนนาสา เรียมฤๅ
ตาดว่าตาดพัสตราหนุ่มเหน้า
สลาลิงเล่ห์ซองสลานุชเทียบ ถวายฤๅ
สวาดดั่งเรียมสวาทเจ้าจากแล้วหลงครวญ ฯ
๘๖สลัดไดใดสลัดน้องแหนงนอน ไพรฤๅ
เพราะเพื่อมาราญรอนเศิกไสร้
สละสละสมรเสมอชื่อ ไม้นา
นึกระกำนามไม้แม่นแม้นทรวงเรียม ฯ
๘๗ไม้โรกเหมือนโรคเร้ารุมกาม
ไฟว่าไฟราคลามลวกร้อน
นางแย้มหนึ่งแย้มยามเยาว์ยั่ว แย้มฤๅ
ตูมดั่งตูมตีข้อนอกอั้นกันแสง ฯ
๘๘สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้งยามสาย
สายบ่หยุดเสน่ห์หายห่างเศร้า
กี่คืนกี่วันวายวางเทวษ ราแม่
ถวิลทุกขวบค่ำเช้าหยุดได้ ฉันใด ฯ
๘๙สุกรมกรมสุขไซร้ไป่มี
กรมแต่ทุกข์เทวษทวีห่อนเว้น
นมสวรรค์นึกบัวศรีเสาวภาคย์ พี่เอย
ถวิลบเคยขาดเคล้นคลาดน้องใครถนอม ฯ
๙๐โกสุมชุมช่อช้อยอรชร
เผยผกาเกสรยั่วแย้ม
รวยรื่นรสคนธ์ขจรจังหวัด ไพรนา
กลิ่นตระการกลแก้มเกศแก้วกูสงวน ฯ

โคลง ๒

๙๑พระคราญถึงอ่อนท้าวหนักอุระราชร้าว
ที่ร้างแรมศรี ฯ
๙๒ใครปรานีหนึ่งบ้างเชิญนุชมาแนบข้าง
ช่วยชี้ชวนชม พฤกษ์นา ฯ
๙๓ร้อนอารมณ์หม่นไหม้คิดฉันใดจักได้
สบน้องนวลสมร แม่นา ฯ
๙๔เหลืออาวรณ์หวาดแว้ทุกข์เผือเหลือทีแก้
เกี่ยงร้อนรำจวน ใจนา ฯ
๙๕กำสรวลสุดที่พร้องเจ็บปิ้มปืนพิษต้อง
พ่างม้วยเมือมรณ์ แม่เอย ฯ

      ร่าย

          ๙๖พระยอกรก่ายพักตร์ พลางชำลักชำเลือง เนืองนิกรพิหค อเนกนกนานา หมู่มยุราฟ้อนฟ่าย กระเรียนร่ายร้องร่ำ คล่ำคลิ้งโคลงคลอแคล ฝูงแกจับกิ่งแมก แขวกขวานเคาะขุดไม้ ไส้กระสาแซ้งแซว เค้าโมงแมวม่ายคู่ เค้ากู่กู่ก้องดง เป็ดน้ำลงเล่นน้ำ กาน้ำกล้ำกลืนปลา คับคาคาบคาร่อน กระแวนว่อนบินบน เปล้าปลิงปนกระลิงลาง กางเขนเขาโคกม้า สร้อยอีร้ารังนาน กระไนขานเสียงเร้า แขกเต้ากระเต็นกระตั้ว งั่วเงือกงั่งบังรอก กระจอกกระจิบกระจาบ พิราบร่ำคราญคราง ยางกระหรอดตอดต่อ แสกเสียงส่อสมชื่อ ออกเอี้ยงอื้ออึงไพร เหยี่ยวตระไกรตระกรุม กระลุมพูกระพ้อ กระทาถ้อทักเพื่อน เกลื่อนกระทุงท่องชล ดอกบัวปนปลอมแปลก อัญชันแทรกนางนวล ฝูงกากวนจิกรุ้ง เท้งทูดถุ้งเถียงถ้อย ต้อยติวิดหวาดฟ้า คล้าคลาเคล้าคู่คลอ พญาลออีลุ้ม ขุ้มคับแคเเลหลาก เหล่าจากพรากนกพริก อิกพระหิดค้อนหอย แอ่นลมลอยลมเลื่อน ไก่เถื่อนขันจะแจ้ว ดุเหว่าแหว้วเสียงหวาน สาลิกาขานจะจ้อ ไก่ฟ้าฟ้อหางเฟื้อย เจื้อยกระแสงสำเนียง เสียงระวังไพรพร้อง ร้องระวังไพรพนานต์ ภูบาลชี้ชมเดียว เสียวอุระร้อนเร้า พลางคำนึงหนุ่มเหน้า แน่งเนื้อนวลผจง ใจนา ฯ

โคลง ๔

๙๗พิศวงสังเวชโอ้อกตู
ยามวิโยคเยาว์ดูดั่งใบ้
บพานพักตร์พธูเทียมชีพ แลนา
เรียมจักแนะนกไม้บอกน้องไหนนาง ฯ
๙๘นางนวลนึกนิ่มน้องนวลปราง
จากพรากพรากจากนางหนึ่งนั้น
พิราบพิลาปครางครวญแข่ง ข้าฤๅ
บัวว่าบัวนุชปั้นอกน้องเรียมถนอม ฯ
๙๙ไก่แก้วคิดคู่แก้วกลอยใจ เรียมฤๅ
แสกยิ่งแสกหฤทัยพี่เศร้า
นกออกนึกออกไพรพลัดแม่ เหมือนฤๅ
ชมแขกเต้าคู่เต้าแขกน้องนานคืน ฯ
๑๐๐ชมพูพิศพ่างผ้าชมพู แม่ฤๅ
นกขมิ้นเหลืองดูดั่งเจ้า
สร้อยทองเทียบสร้อยพธูอ่าอาตม์
แอ่นว่าแอ่นองค์เคล้าพี่เคล้าคลึงสมร ฯ
๑๐๑รังนานนึกหนึ่งร้างรังนาน
เท้งทูดทูตเท้งสารสื่อน้อง
แขวกขวานคู่ขวานราญรอนอก เรียมฤๅ
กวักดั่งกวักหัตถ์ร้องเรียกเจ้าหาหาย ฯ
๑๐๒คับแคเคียงคู่ขุ้มเขาขัน
เอี้ยงและออกอัญชันแซ่ซ้อง
กระหรอดกระเรียนจรัลเรียงร่าย อยู่นา
กระจิบกระจาบจ้องจับไม้เมิลเมียง ฯ
๑๐๓กระเต็นกระตั้วตื่นแตกคน
ยูงย่องยอดยูงยลโยกย้าย
นกเปล้านกปลีปนปลอมแปลก กันนา
คล่ำคล่ำคลิ้งโคลงคล้ายคู่เคล้าคลอเคลีย ฯ
๑๐๔เนืองนกจับมิ่งไม้เรียมยล
คุมคู่อยู่ทุกตนต่างร้อง
ตูเดียวอดูรทนทุกข์ทุ่ม ทรวงนา
ฤๅบ่มีเพื่อนพร้องพี่เพี้ยง อดสู ฯ
๑๐๕สัตวาวานเห็จห้องหาวโพยม
ยังอนุชเฉิดโฉมฟ่องฟ้า
เชิญสมรแม่มาโลมลาญเทวษ เรียมเอย
จงพี่พลันพบหน้าแม่หน้านวลเฉลิม ฯ
๑๐๖เบญจวรรณวานเร่งร้อนเร็วบิน ไปเฮย
แจ้งที่แสนสุดถวิลวากว้า
ยามกินบ่เป็นกินกินโศก
นอนดั่งนอนป่าช้าชอกช้ำทรวงสลาย ฯ
๑๐๗สาลิกาอย่าพลอดเพ้อลำพัง เลยนา
วานประเวศสู่วังสักน้อย
จำทูลทุกข์แถลงยังเยาวเรศ แม่ฤๅ
จงแม่รู้เรียมสร้อยสุดอ้างอาดูร ฯ
๑๐๘แขกเต้าเต้าแขกน้องนงพะงา หนึ่งรา
บอกว่าเรียมโหยหาละห้อย
เชิญนุชเร่งเร็วมาระงับโศก พี่เอย
ขอพี่พบพักตร์น้อยหนึ่งให้สร่างศัลย์ ฯ
๑๐๙ไก่ฟ้าวานว่ายฟ้าหาวหน
หาสมรมายลเถื่อนท้อง
เชิญชมพนารญเรียงรุ่น รุกข์แฮ
ชมพิหคเหินร้องร่ายไม้ไขเสียง ฯ
๑๑๐ห่อนเห็นสุโนกเอื้อเอาภาร
เรียมเร่งลรรลุงลานสวาทไหม้
รำลึกวิมลมาลย์บัวมาศ กูเอย
มือลูบทรวงไล้ไล้เทวษล้ำเหลือทน ฯ
๑๑๑พระโหยพระไห้ร่ำรำจวน
พลางพระคำนึงนวลหนุ่มเหน้า
บ่เหือดบ่หายครวญครางคร่ำ อยู่แฮ
พระแต่โศกแต่เศร้าแต่สร้อยแสนทวี ฯ

       ร่าย

          ๑๑๒นฤบดีดาลรันทด พลางกำสรดกำสรวล ครวญถึงองค์อ่อนไท้ พิศนกไม้ในมารค ดูหลายหลากหลายแหล่ ทวยหาญแห่เป็นขนัด เถือกธวัชปลายปลิว ทิวทวนถ่องท้องฟ้า พู่ระย้าระยับ สรรพพลแสะพลสาร แสนพลหาญพลห้อม ล้อมนฤเบศเสด็จดง พลางพระบงจัตุบาท กลาดมฤครายเรียง ก้มกินเกลียงกลืนกล้ำ ย้ำหญ้าเคี้ยวเหลียวดู ส่ำหมีหมูหมู่เหม้น กระต่ายเต้นตามทาง กวางกระทิงเถื่อนถึก ฮึกเหี้ยมหาญชาญเชี่ยว แล่นไล่เสี่ยวสู้กัน ชะมดฉมันหมู่ทราย ควายคณาคลาคล่ำ ส่ำโคเพลาะเหยาะเดิน ละมั่งเมิลม่ายเมียง เยียงผาโผนผกผงาด ระมาดเลาะเล็มหนาม ขลาคำรามรนร้อง ก้องกึกดงพงพนานต์ เหล่าสุวาณในนอก จิ้งจอกหอนซะซ้าว สารเหนี่ยวน้าวช้างบง กระจงแล่นกระเจิง ลิงละเลิงโลดเหล้น เต้นไต่ไม้ซะซ้อง ค่างร่ายร้องครอกคราง ลางกระรอกกระแต แลวะวู่จู่โจน บ่างเผ่นโผนโผผก ชะนีหกหัวห้อย ย้อยโยนไม้ไกวตน ส่ำสัตว์บนพฤกษา ต่างคณาเนืองนันต์ บรู้กี่พรรค์กี่เผ่า เหล่าจัตุบททวิบาท ดาษพนัสแนวเนิน พระบเพลินพิศชื่น ตื่นกมลหวั่นว้า ถวิลถึงนุชหนุ่มหน้า นิ่มเนื้อนวลจันทร์ แม่เอย ฯ

โคลง ๒

๑๑๓เจ็บจาบัลบ่มเศร้าไปกี่ปางจักเต้า
แขกน้องคืนถนอมแม่นา ฯ
๑๑๔ตรอมกระอุอกช้ำปาดปิ้มฝีหัวขว้ำ
บ่งได้เยียไฉนนี้นา ฯ
๑๑๕ฉันใดจึงจิ่มเจ้าจักมาแอบแนบเคล้า
อยู่เคลี้ยคลึงโฉมชื่นนา ฯ

โคลง ๔

๑๑๖พระโทรมนัสย์เศร้าแสนศัลย์
พลางพระขับพลขันธ์เคลื่อนคล้อย
พระพิศอเนกนันต์เนืองสัตว์ นั้นนา
ไปบ่เหือดละห้อยห่างไห้หาศรี ฯ
๑๑๗โยธีลีลาศแคล้วคลาทาง
ทุกทั่วสัตว์ตื่นตางแตกเต้า
กาษรสุกรกวางทรายซุ่ม ซุ้มนา
ละมั่งระมาดผาดผังเข้าป่าลี้หนีซอน ฯ
๑๑๘กุญชรชักพวกผ้ายแฝงพง
ถึกกระทิงวิ่งวงแหวกเร้น
ยองทองย่องยรรยงฝีย่าง ย่องนา
กระต่ายกระแตเต้นตื่นต้อนกันหนี ฯ
๑๑๙ภูมีเมิลแมกไม้ใจหวน โหยแฮ
เห็นแต่ลิงค่างชวนท่านแย้ม
ลูกกกอกแอบอวลเต้นไต่ ไม้นา
บ้างเก็บผลไพล่แก้มกัดปล้อนปลิดพลาง ฯ
๑๒๐แลพลางทางเทวษไห้หาศรี
ยามพระสุริยลีลดฟ้า
พระสดับแต่เสียงผีเผือนพูด กันแฮ
ปั่นหฤทัยท่านว้าหวาดเพี้ยงจักรผัน ฯ
๑๒๑สายัณห์หวั่นสวาทไท้ธเรศตรี ศวรแฮ
สดับแต่เสียงชะนีร่ายร้อง
เหวยเหวยเรียกสวามีมรณาศ
นึกดั่งเสียงนุชพร้องพร่ำไห้หาเรียม ฯ
๑๒๒พระเกรียมกมเลศด้วยดวงสมร
ฤๅใคร่วายอาวรณ์ว่างเศร้า
พระทุกข์พระทอดถอนใจเทวษ ถวิลนา
ร้อนอุระราชเร้าที่ร้างแรมขวัญ ฯ

โคลง ๒

๑๒๓พระจาบัลด้วยน้องนึกปรานีนางห้อง
ห่างเคล้าจักตรอม ใจนา ฯ
๑๒๔เคยถนอมนุชแนบเนื้อเจ็บนิรารสเกื้อ
เกี่ยงไหม้หมองทรวง เรียมนา ฯ
๑๒๕หนักดวงสมรพี่ร้าวคิดใคร่พบน้องท้าว
ห่อนพ้องพานขวัญ ใจนา ฯ

       ร่าย

          ๑๒๖ไท้ธกระสันเสียวทรวง ดวงกมลหม่นหมาง พลางให้ด่วนเดินพล ลุตำบลไทรโยค พระดับโศกสั่งทัพ ยับยั้งตั้งค่ายคู โดยพยูห์สรรพเสร็จ บพิตรเสด็จเลออาสน์ พลับพลาราชเรือนศึก ตรึกตรองการโรมร้า ส่งทัพหน้าไปก่อน ผ่อนทัพหนุนไปถัด รัดไปยอไปยุทธ์ ชิงประทุษโรมโซรม โหมหักกาญจนบุรี ตีให้แตกเป็นฤกษ์ เขาก็เร่งเลิกทัพชัย ไปโดยบูรพทิศ ทัพหลวงติดยกตาม งามสง่าพลท้าว ล้วนทหารทห้าว หื่นเหี้ยมในสมร ยิ่งนา ฯ

โคลง ๔

๑๒๗พลมอญเมิลมืดท้องรัถยา
อเนกนิกรอาชาชาติช้าง
ทวนทองเถือกทอตาเปลือยปลาบ
เทียวธวัชแลสล้างเฟื่องฟ้าปลิวปลาย ฯ

        ร่าย

          ๑๒๘ฝ่ายนครกาญจน จัดขุนพลพวกด่าน ผ่านไปสืบเอาเหตุ ในขอบเขตรามัญ เขาก็พากันรีบรัด ลัดเล็ดลอดเลาะดง ตรงไปทางแม่กษัตริย์ จัดกันซุ่มเป็นกอง มองเอาเหตุเอาผล ยลนิกรรามัญ เดินแน่นนันต์นองเถื่อน เกลื่อนมาทั่วออกทิศ หวันก่อกิจดัสกร แก่พระนครตระหนัก เห็นฉัตรปักห้าชั้น กั้นบนเบื้องหลังสาร เขาก็ทราบการโดยขนาด ว่าอุปราชขุนทัพ เร็วรีบกลับมาบอก แดออกญาผ่านเผ้า เจ้านครกาญจนบุริน ยินยุบลข่าวศึก พิลึกลาญขวัญแหลก แสกกมลทะท้าว ร้าวอุระขุนเมือง เคืองใจราษฎร์ทุกผู้ รู้ตรลอดไพร่นาย เขาทั้งหลายตริกัน ขวัญเกี่ยงกินเผือนเผือด เลือดสลดหมดหน้า บเห็นถ้าต่อรบ รู้ว่าทบบมิทาน รู้ว่าราญบมิรอด คิดเททอดครัวแตก แหกหนีหน้าอย่าพะ เขาก็มละบ้านเมือง เปลืองเปล่าผู้หมู่ชน ชวนกันซนกันซุก บุกป่าดงป่าแดง แฝงเอาเหตุเอาผล ยลกระแหน่เศิกไสร้ เพื่อลงลักษณะให้ ส่งท้าวแถลงความ ท่านนา ฯ

โคลง ๔

๑๒๙ชาวสยามคร้ามเศิกสิ้นทั้งผอง
นายและไพร่ไป่ปองรบร้า
อพยพหลบหลีกมองเอาเหตุ
ซุกซ่อนห่อนให้ข้าศึกได้ไปเปน ฯ

        ร่าย

          ๑๓๐ส่วนนเรนทรสมญา มหาอุปราชรามัญ ธก็ให้เร่งผันพลผ้าย ย้ายมาโดยทางเถื่อน ทัพหน้าเคลื่อนพลเดิน ลุลำกระเพินบมิหึง จึงพระยาจิตรตอง ให้พลกรองเวฬู ปูเป็นสะพานผ่านชล เร่งเดินพลข้ามฟาก มากนิกรคั่งคาม พวกชาวสยามเห็นตระหนัก จึ่งลงลักษณ์สารสื่อ ใส่ชื่อทั่วตัวขุน ถ้วนทุกมุลทุกนาย รายเรื่องราชริปู ยกหยูหเหยียบแดน แต่งขุนแผนเป็นทูต รูดเอาสารมาบอก แดออกญามหาด ทูลบัวบาทมหิบาล เขาก็รับสารขึ้นม้า รีบมาเร็วฤๅช้า บอกข้อเข็ญความ ท่านนา ฯ

โคลง ๒

๑๓๑กองทัพตามกันเต้าเสียงสนั่นลั่นเท้า
พ่างพื้นไพรพัง เพิกฤๅ ฯ

โคลง ๔

๑๓๒ดลยังเวียงด่านด้าวโดยมี
เมืองชื่อกาญจนบุรีว่างว้าง
ผู้ใดบ่ออกตีตอบต่อ ทัพนา
ยลแต่เหย้าเรือนร้างอยู่ไร้ใครแรม ฯ
๑๓๓สอดแนมจักจับถ้อยไถ่ความ
ฤๅบ่ได้ชาวสยามสักผู้
จักสืบจักเสาะถามเหตุห่อน รู้แฮ
รู้ว่าชาวเมืองรู้เล่ห์แล้วหลีกหนี ฯ
๑๓๔ธก็กรีธาทัพเข้าเนาเมือง
ประทับอยู่แรมคืนเคืองสวาทไหม้
คำนึงนุชไป่เปลืองจิตท่าน ถวิลนา
เจ็บอุระราชไข้ขุ่นแค้นคับทรวง ฯ
๑๓๕ระลวงรำลึกอ้าบังอร
ยลแต่แสงศศิธรถ่องฟ้า
แสงจันทร์บ่ส่องสมรหมดเทวษ
ถวิลบ่ลืมนวลหน้าแม่แม้นนวลจันทร์ ฯ
๑๓๖คิดวันเรียมสั่งเจ้าจำจร มานา
เนืองพธูถวายกรนอบน้อม
นึกเชษฐ์เฉกจันทรถ่องเมฆ แม้นฤๅ
พิศประกายรายล้อมเล่ห์เพี้ยงสาวสนม ฯ
๑๓๗เรียมกรมเกรียมเทวษไห้โหยถวิล อรเอย
ฤๅใคร่จางใจจินต์จืดเจ้า
ปางกินบ่เป็นกินกินโศก
นอนบ่เป็นนอนเศร้าเสน่ห์ส้านเสียวสมร ฯ

โคลง ๓

๑๓๘พระอาวรณ์หวั่นทรวงหนักดวงกมลราชร้าว
คิดใคร่คืนครองด้าวกลับได้เยียไฉน นี้นา ฯ

        ร่าย

          ๑๓๙หนักหฤทัยท่านพลาง ทางคำนึงนวลสมร จนจันทรคล้อยเคลื่อน ดาราเลื่อนลับเมฆ แสงสุพรรณเฉกฉานฉาย พรายหิรัญเรื่อราง พลางธให้เดินทวยหาญ ออกจากกาญจนบุรี กรีธาพลคลาดคล้าย ย้ายมาตามมรรคา คลาพยุห์พลางทางชม พนมพนัสแนวเนิน เทินแถวเถื่อนเขื่อนเขา พฤกษาเนาเนืองนันต์ ดูเฉิดฉันเฉกฉัตร ระบัดใบเขียวเหลือง เนืองผลแนมแกมดอก ออกเป็นพวงเป็นพู่ อยู่เปรมตาเปรมใจ ไหวอุระท่านสั่น หวั่นอุระท่านร้าว ถวิลถึงองค์อ่อนท้าว ที่ร้างฤๅคืน สมเลย ฯ

โคลง ๔

๑๔๐พระฝืนทุกข์เทวษกล้ำแกล่ครวญ
ขับคชบทจรจวนจักเพล้
บรรลุพนมทวนเถื่อนที่ นั้นนา
เหตุอนาถหนักเอ้อาจให้ชนเห็น ฯ
๑๔๑เกิดเป็นหมอกมืดห้องเวหา หนเฮย
ลมชื่อเวรัมภาพัดคลุ้ม
หวนหอบหักฉัตราคชขาด ลงแฮ
แลธุลีกลัดกลุ้มเกลื่อนเพี้ยงจักรผัน ฯ
๑๔๒พระพลันเห็นเหตุไซร้เสียวดวง แดเอย
ถนัดดั่งภูผาหลวงตกต้อง
กระหม่ากระเหม่นทรวงสั่นซีด พักตร์นา
หนักหฤทัยท่านร้องเรียกให้โหรทาย ฯ
๑๔๓ทั้งหลายล้วนจบแจ้งเจนไสย ศาสตร์แฮ
เห็นตระหนักแน่ในเหตุห้าว
จักทูลบ่ทูลไทเกรงโทษ ท่านนา
เสนอแต่ดีกลบร้าวเกลื่อนร้ายกลายดี ฯ
๑๔๔เหตุนี้ผิวเช้าชั่วฉุกเข็ญ
เกิดเมื่อยามเย็นดีดอกไท้
อย่าขุ่นอย่าลำเค็ญใจเจ็บ พระเอย
พระจักลุลาภได้เผด็จเสี้ยนศึกสยาม ฯ
๑๔๕เวียงรามฤๅอาจต้านต่อมือ ท่านแฮ
พระจักชาญชัยลือล่มฟ้า
ทุกท้าวบท่าวถือตนต่อ พระเอย
โอนมกุฎก้มหน้านอบน้อมถวายถวัลย์ ฯ
๑๔๖เหี้ยมนั้นจึ่งหากให้ฉัตรหัก เห็นแฮ
เพราะเพื่ออุปราชยศักดิ์เสื่อมไสร้
พระภูบดีจักผดุงยศ พระนา
เวนพิภพพระให้หน่อท้าวเสวยศวรรย์ ฯ
๑๔๗ครั้นฟังบพิตรเพี้ยงฟังหู หนึ่งนา
หูหนึ่งแหนงคำสูซึ่งพร้อง
ไป่ไว้หฤทัยภู-ธรพรั่น อยู่นา
นึกเร่งกริ่งเกรงต้องแต่แพ้ดัสกร ฯ
๑๔๘พระร้อนอุระเต้นตื่นภัย
หวาดกมลไหวไหววาบว้ำ
กันแสงเสนาะในทรวงซ่อน โศกนา
พลางพระกลืนเทวษกล้ำกลัดกลุ้มรุมสมร ฯ
๑๔๙ภูธรพลางให้เร่งพลจร มานา
แหนงกระลึงลางหลอนเล่ห์ร้าย
รันทดระทวยถอนใจใหญ่ อยู่แฮ
พลางพระขับคชย้ายย่างเยื้องเหย่าเดิน ฯ
๑๕๐สระเทินสระทกแท้ไทถวิล อยู่เฮย
ฤๅใคร่คลายใจจินต์จืดสร้อย
คำนึงนฤบดินทร์บิตุเรศ พระแฮ
พระเร่งลานละห้อยเทวษไห้โหยหา ฯ
๑๕๑อ้าจอมจักรพรรดิผู้เพ็ญยศ
แม้พระเสียเอารสแก่เสี้ยน
จักเจ็บอุระระทดทุกข์ใหญ่ หลวงนา
ถนัดดั่งพาหาเหี้ยนหั่นกลิ้งไกลองค์ ฯ
๑๕๒ณรงค์นเรศวร์ด้าวดัสกร
ใครจักอาจออกรอนรบสู้
เสียดายแผ่นดินมอญพลันมอด ม้วยแฮ
เหตุบ่มีมือผู้อื่นต้านทานเข็ญ ฯ
๑๕๓เอ็นดูภูธเรศเจ้าจอมถวัลย์
เปลี่ยวอุระราชรันทดแท้
พระชนม์ชราครันครองภพ พระเอย
เกรงบพิตรจักแพ้เพลี่ยงพล้ำศึกสยาม ฯ
๑๕๔สงครามครานี้หนักใจเจ็บ ใจนา
เรียมเร่งแหนงหนาวเหน็บอกโอ้
ลูกตายฤใครเก็บผีฝาก พระเอย
ผีจักเท้งที่โพล้ที่เพล้ใครเผา ฯ
๑๕๕พระเนานัคเรศอ้าเอองค์
ฤๅบ่มีใครคงคู่ร้อน
จักริจักเริ่มรงค์ฤๅลุ แล้วแฮ
พระจักขุ่นจักข้อนจักแค้นคับทรวง ฯ
๑๕๖พระคุณตวงเพียบพื้นภูวดล
เต็มตรลอดแหล่งบนบ่อนใต้
พระเกิดพระก่อชนม์ชุบชีพ มานา
เกรงบ่ทันลูกได้กลับเต้าตอบสนอง ฯ

       ร่าย

          ๑๕๗ไท้ธตรึกตรองตรอมเทวษ ถึงบิตุเรศแรมเวียง เพียงอกไหวใจขว้ำ คล้ำพระพักตร์มัวมล พลางเร่งพลด่วนเดิน ตามแถวเทินทางเถื่อน ทวยหาญเกลื่อนกลากลาด ดาษแดนท่งแดนนา ดามาโดยรัถเยศ ดลขอบเขตธานี ศรีสุพรรณพิศาล ธก็บรรหารให้ลาด กวาดเอาครัวเอาครอก ซอกไปจับทุกบ่อน แล้วธให้ผ่อนพลตั้ง ยั้งตำบลตะพังตรุ ลุแล้วแต่งค่ายเขื่อน เกลื่อนรั้วหนามรั้วขวาก มากค่ายขอบเป็นชั้น กั้นค่ายหลวงเป็นกง วงดุจดาวล้อมเดือน สระเทือนเสียงม้าช้าง เสียงพลเกริกไพรกว้าง กึกก้องใครยิน ย่านนา ฯ

       ร่าย

          ๑๕๘เมื่อนั้นเจ้าธานินทร์ บุรินทรศักดิ์สีมา ทุกบุราราชอาณาเขต ประเทศนครสิงห์สรรค์ ศรีสุพรรณทุกพาย เขาก็ขยายครัวครอก ซอกไปซ่อนไปซุก บุกป่าแดงป่าดง แล้วก็ลงลักษณ์ข่าวสาร ส่งอาการเหตุห้าว มาบังคมทูลท้าวธิราช ผู้ผ่านถวัลย์ แลนา ฯ


_________________________________________________

ตอนที่ ๑ เริ่มร่ายบทกวี

ตอนที่ ๒ เหตุการณ์ทางเมืองมอญ

ตอนที่ ๓ พระมหาอุปราชายกทัพเข้าเมืองกาญจนบุรี

ตอนที่ ๔ พระนเรศวรทรงปรารภเรื่องตีเมืองเขมร

ตอนที่ ๕ สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ

ตอนที่ ๖ พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ

ตอนที่ ๗ พระมหาอุปราชาทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าปะทะหน้าของไทย

ตอนที่ ๘ ทัพหน้าไทยถอยไม่เป็นกระบวน

ตอนที่ ๙ ทัพหลวงเคลื่อนพล ช้างทรงพระนเรศวรและพระเอกาทศรถฝ่าเข้าไปในกองทัพข้าศึก

ตอนที่ ๑๐ ยุทธหัตถี และชัยชนะของไทย

ตอนที่ ๑๑ พระนเรศวรทรงสร้างสถูปและปูนบำเหน็จทหาร

ตอนที่ ๑๒ สมเด็จพระวันรัตขอพระราชทานอภัยโทษ