24 มิ.ย. 2563

หญ้าปักกิ่ง : สรรพคุณสมุนไพร

หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งกับการรักษาโรคมะเร็ง

นำความรู้ดีๆ ที่น่าเชื่อถือจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรหญ้าปักกิ่งในการรักษามะเร็งมาฝากครับ

บทความนี้เป็นผลงานของ ดร. ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ หัวหน้างานวิจัยสมุนไพร กลุ่มงานวิจัย  สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เห็นว่าเป็นประโยชน์จึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ให้รับรู้กัน

โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับสองของประชากรไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆปี ยารักษา
โรคมะเร็งที่ใช้ในทางการแพทย์ก็มีแต่ยาแผนปัจจุบันที่มีราคาแพง ซึ่งจะต้องนําเข้าจากต่างประเทศทั้งหมดทั้งในรูปยาสําเร็จรูปหรือวัตถุดิบ อีกทั้งยังพบว่ามีผลข้างเคียงสูง ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จึงหันมานิยมใช้สมุนไพรพื้นบ้านเพื่อนํามารักษาโรคมะเร็งที่เป็นอยู่ สมุนไพรจากประเทศจีนชนิดหนึ่งซึ่งมีผู้นํามาเผยแพร่ประมาณ 30 ปีมาแล้วและปัจจุบันก็ยังคงนิยมใช้อยู่อย่างแพร่หลาย คือหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง


หญ้าเทวดา หรือหญ้าปักกิ่ง หรือเล่งจือเช่า
มีชื่อวิทยาศาสตร์วาา Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy อยู่ในวงศ์ Commelinaceae
เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว แต่ไม่ใช่พืชในวงศ์หญ้าทั่วไป เป็นไม้ล้มลุก สูงประมาณ 7-10 ซ.ม. และอาจสูงได้ถึง 20 ซ.ม.
ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ความยาวไม่เกิน 10 ซ.ม.
ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด รวมกันเป็นกระจุกแน่น กลีบดอกมีสีฟ้าปนม่วง
ใบประดับกลม ยาวประมาณ 4 ม.ม. ร่วงง่าย
เป็นพืชที่ชอบดินร่วนหรือดินปนทราย งอกงามในที่มีแดดรําไร ไม่ตองการน้ำมาก เพาะปลูกโดยการเพาะชําหรือเพาะเมล็ด ปลูกได้ง่ายและไม่จําเป็นต้องมีเนื้อที่มาก

ตามสรรพคุณของตํารายาจีน จะใช้หญ้าปักกิ่งรักษาโรคในระบบทางเดินหายใจและกําจัดพิษ โดยจะใช้ทั้งต้นหรือส่วนเหนือดิน (ลําต้นหรือใบ) ที่มีอายุ 3-4 เดือน (ตั้งแต่เริ่มออกดอก)

ประวัติความเป็นมาของการใช้หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งในประเทศไทย
หญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่งหรือเลงจือเฉา เป็นพืชสมุนไพรที่มีถิ่นกําเนิดในประเทศจีนแถบสิบสองปันนา
มีการนําเข้ามาและปลูกแพร่หลายในประเทศไทย เมื่อ ปี พ.ศ. 2527 มีผู้ป่วยมะเร็งดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่งเพื่อรักษาและบรรเทาอาการจากโรคมะเร็ง พบว่าสามารถยืดชีวิตต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง บางรายใช้หญ้าปักกิ่งร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบันเพื่อลดผงข้างเคียงเนื่องจากการใช้ยาเคมีบําบัด และเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งรายหนึ่งที่แพทย์บอกว่าจะมีชีวิตอยู่อีก 3 เดือน ขอให้นําผู้ป่วยกลับไปพักฟื้นที่บ้าน แต่เมื่อผู้ป่วยกลับบ้านและดื่มน้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง หลังจากนั้น 1 ปี ผู้ป่วยดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่และกลับไปให้แพทย์คนเดิมตรวจ ผลจากผู้ป่วยรายนี้จึงทําให้เกิดการศึกษาวิจัยคุณสมบัติของพืชชนิดนี้เกิดขึ้น

จุดประสงค์ของการใช้หญ้าปักกิ่ง
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ
1. การใช้หญ้าปักกิ่งในผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยมีสรรพคุณว่า
- เพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งดีขึ้น ลดความทุกข์ทรมาน บางรายมีอายุยืนยาวมากขึ้น
- เพื่อช่วยลดอาการข้างเคียงของยาเคมีบําบัดหรือรังสีบําบัด
2. การใช้ในผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่ผู้ป่วยมะเร็ง
- เมื่อผู้ป่วยมีเม็ดเลือดขาวต่ำ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น
น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
- ผู้ป่วยเป็นแผลเรื้อรัง แผลอักเสบมีหนองหรือน้ำเหลืองไหล เมื่อใช้หญ้าปักกิ่ง พบว่าแผลแห้ง ไม่มี
หนองและน้ำเหลือง

ผลการวิจัยศึกษาหญ้าเทวดาหรือหญ้าปักกิ่ง

สารสําคัญที่ออกฤทธิ์ :
น้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง มีสาร Glycosphingolipid (G1b) มีชื่อทางเคมีว่า 1-β-O-D-glycopyranosyl-2-(2’-hydroxy-6’-ene-cosamide)-sphingosine (G1b) นอกจากนั้น ยังพบสารกลุ่มต่างๆได้แก่ คาร์โบไฮเดรต กรดอะมิโน กลัยโคไซด์ฟลาโวนอยด์และอะกลัยโคน(1-2)

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา:

- สารกลัยโคสฟงโกไลปดส (จี 1 บี) แสดงฤทธิ์ยับยั้งปานกลางต่อเซลล์มะเร็งเต้านมและลําไส้ใหญ่(SW 120) โดยมีค่า ED50∠16 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร (1-3)/> - สารจี 1 บีแสดงผลปรับระบบภูมิคุ้มกัน (1-3)
- สารสกัดแอลกอฮอล์ของหญ้าปักกิ่งไม่ได้ช่วยยืดอายุ แต่ผลทางพยาธิวิทยาพบว่าสามารถลดความ
รุนแรงของการแพร่กระจายของมะเร็งในหนูได้ จึงคาดว่าสารสกัดดังกล่าวอาจใช้ปฝ้องกันการเกิด
มะเร็งได้(1-3)
- สารสกัดหญ้าปักกิ่ง มีฤทธิ์ต้านการกลายพันธุ์ของยีนที่เกิดจากสารก่อกลายพันธุ์ชนิดต่างๆ เช่น
AFB1(4)
- สารสกัดหญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์เหนี่ยวนําเอนไซม์ DT-diaphorase ซึ่งมีบทบาททําลายสารพิษที่
ก่อให้เกิดมะเร็ง(5-6)

ความเป็นพิษ
- ความเป็นพิษเฉียบพลัน น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่ง ไม่ทําให้เกิดความผิดปกติในด้านการเจริญเติบโต
ชีวเคมีในเลือด และพยาธิสภาพของอวัยวะสําคัญในหนูขาว ค่า LD50 เมื่อให้โดยการป้อนในหนูขาว
มากกว่า 120 กรัม/กิโลกรัมน้ําหนักตัว ซึ่งเทียบเท่า 300 เท่าของขนาดที่ใช้รักษาในคน จัดว่า
ค่อนข้างจะปลอดภัย(7)
- ความเป็นพิษเรื้อรัง พบว่า น้ำคั้นจากหญ้าปักกิ่งขนาดที่ใช้รักษาในคน มีความปลอดภัยเพียงพอ
หากใชติดตอกันเปนเวลา 3 เดือน(8)

ขนาดและวิธีใช้แบบดั้งเดิม
- ดื่มน้ำคั้น 2 ช้อนโต๊ะ (30 มิลิลิตร) วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นก่อนอาหาร ขนาดที่แนะนําสําหรับผู้ใหญ่
น้ำหนักตัวเฉลี่ย 60 กิโลกรัม ถ้าเป็นเด็กควรลดขนาดลงครึ่งหนึ่ง
- ถ้าใช้สําหรับการปรับระบบภูมิคุ้มกัน จะรับประทานยาไม่เกิน 4-6 สัปดาห์ และควรหยุดยาดังนี้
รับประทานติดต่อกัน 5-6 วัน หยุดยา 4-5 วันเช่นนี้จนกว่าครบกําหนด

วิธีเตรียม 
นําส่วนเหนือดินหรือทั้งต้น น้ำหนักประมาณ 100-120 กรัม หรือจํานวน 6 ต้น ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และโขลกในครกที่สะอาดให้แหลก
เติมน้ำสะอาด 4 ช้อนโต๊ะ (60 มิลลิลิตร) กรองผ่านผ้าขาวบาง

ผลข้างเคียง ทําให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น 0.5-1 องศาเซลเซียส
ข้อควรระวัง หากใช้เกินขนาด จะมีผลกดระบบภิมูคุ้มกัน

ข้อควรคํานึงในการดื่มน้ําคั้นหญ้าปักกิ่งสด
- หญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรคลุมดิน ให้มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากดินมาที่ต้นและใบของ
หญ้าปักกิ่ง การนําหญ้าปักกิ่งมารับประทานสดต้องแน่ใจว่าได้ล้างหลายครั้งจนสะอาดปราศจาก
เชื้อจุลินทรีย์ เพราะถ้าล้างไม่สะอาดเพียงพอ เมื่อดื่มน้ำคั้นสดจากหญ้าปักกิ่ง ก็จะเป็นการดื่มเชื้อ
จุลินทรีย์เข้าไปในร่างกายผู้ป่วย ซึ่งย่อมมีภูมิต้านทานต่ำ จึงอาจจะเป็นอันตรายมากกว่าคนปกติ
- หญ้าปักกิ่งที่มีคุณประโยชน์ต่อผู้ป่วย ต้องเป็นต้นที่มีอายุที่เหมาะสมดังนี้ คือ หญ้าปักกิ่งที่ปลูก
โดยการชํากิ่ง ต้องมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป ส่วนหญ้าปักกิ่งที่ปลูกด้วยการเพาะเมล็ด ต้องมีอายุ
มากกว่า 5 เดือนขึ้นไป จากการศึกษาพบว่าหญ้าปักกิ่งที่มีอายุไม่ครบเวลาดังกล่าว จะไม่มีการ
สร้างสาร G1b ซึ่งเป็นสารที่มีประโยชน์ทางยา
ดังนั้นการซื้อหญ้าปักกิ่งมาบริโภคนั้น ต้องมั่นใจว่าเป็นหญ้าปักกิ่งจริง เก็บเกี่ยวในขณะที่มีอายุครบเกณฑ์ที่กําหนดตามวิธีการเพาะชํานั้นๆ จึงจะได้คุณประโยชน์สูงสุดดังประสงค์ มิฉะนั้นก็จะเป์นการบริโภคหญ้าดังกล่าวที่สูญเปล่า ไม่ได้คุณสมบัติตามต้องการและอาจจะได้รับพิษ ถ้าในกรณีเลือกสมุนไพรชนิดอื่นมาบริโภค

ภาวะปัจจุบันของการพัฒนาหญ้าปักกิ่งที่ใช้เป็นยา
ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม ได้นําเอาหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาเป็นยาเม็ด โดยยาทุก 2 เม็ด มีคุณค่าเท่ากับต้นหญ้าปักกิ่ง จํานวน 3 ต้น โดยกําหนดขนาดรับประทาน ครั้งละ 1-2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ตามน้ําหนักตัวของผู้ป่วย
โดยมีระยะเวลาการรับประทานขึ้นอยู่กับจุดประสงค์การใช้ยาดังนี้คือ
1. ใช้เพื่อลดผลข้างเคียงจากรังสีบําบัดหรือยาเคมีบําบัดผู้ป่วยมะเร็ง จะรับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน
2. ใช้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายและการกลับเป็นซ้ําอีก หลังจากการรักษาแล้ว โดยรับประทาน 7 วัน
หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 1 ปีและตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง
3. ใช้เพื่อสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วัน เช่นนี้ติดต่อกัน
เป็นเวลานานไม่เกิน 6-8 สัปดาห์โดยใช้เฉพาะช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเช่น ขณะติดเชื้อไวรัส

เอกสารอ้างอิง
1. วีณา จิรัจฉริยากูล สารต้านมะเร็งจากหญ้าปักกิ่ง จุลสารข้อมูลสมุนไพร 2542; 16(3): 10-13.
2. วีณา จิรัจฉริยากูล รายงานผลความก้าวหน้าของโครงการวิจัยหญ้าปักกิ่ง หนังสือรวบรวมผลงานการวิจัย
โครงการพัฒนาการใช้สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก ปี 2526-2536 คณะกรรมการโครงการพัฒนาการใช้
สมุนไพรและยาไทยทางคลินิก มหาวิทยาลัยมหิดล หน้า 185-195.
3. Weena Jiratchariyakul, Primchanien Moomgkarndi, Hikane Okabe, Frahm A.W. Investigation of
anticancer components from Murdania loriformis (Hassk) Rolla Rao et Kammathy. Phama Indochina
1997; 171-191.
4. Intiyot Y, Kinouchi T, Kataoka K, Arimochi H, Kuwahara T, Vinitketkumnuen U, Ohnishi Y.
Antimutagenicity of Murdanis loriformis in the Salmonella mutation assay and its inhibitory effects on
azoxymethane-induced DNA methylation and aberrant crypt focus formation in male F344 rats. J.
Med. Invest. 49(1): 5-14.
5. Vinitketkumnuen U, Chewonarin T, Dhumtanom P, Lertpraseartsuk N, Wild CP. Aflatoxin-albumin
adduct formation after single and multiple doses of aflatoxin B1 in rats treated with Thai medicinal
plants. Mutat. Res. 1999; 48(1): 345-351.
6. วิริยา เจริญคุณธรรม, ปรัชญา คงทวีเลิศ, อุษณีย์ วินิจเขตคํานวณ การเหนี่ยวนําเอ็นไซม์ดีที-ไดอะฟอเรส
โดยสารสกัดจากหญ้าปักกิ่ง ใบมะกรูด และตะไคร้ เชียงใหม่เวชสาร 2537; 33(2): 71-77.
7. พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, วัลลา รามนัฐจินดา, พรรณี พิเดช การศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันของหญ้า
ปักกิ่งในหนูขาว สารศิริราช 2534; 48: 458-66.
8. พิมลวรรณ ตันยุทธพิจารณ์, เพียงจิต สัตตบุศย์, พรรณี พิเดช พิษกึ่งเรื้อรังของหญ้าปักกิ่งในหนูขาว
สารศิริราช 2534; 48(8): 529-533.
 ………………………………………………………………………….
ที่มา : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ลิงค์บทความข้างต้น  http://www.nci.go.th/th/Knowledge/download/nci01.pdf